รีวิว iPhone 11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max 2019 มีอะไรบ้าง

รีวิว iPhone11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max 2019 มีอะไรบ้าง

รีวิว iPhone11 หลังจากที่เปิดตัวมาได้ไม่กี่วัน ก็ต้องบอกเลยว่า iPhone 11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max มีกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก

เนื่องด้วยทาง Apple ได้มีการอัปเดตประสิทธิภาพให้แก่ iPhone 11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max ใหม่หลายเรื่องด้วยกัน

 

 

รีวิว iPhone11สเปกเครื่อง ของ iPhone 11

– ดีไซน์แบบกระจกและอะลูมิเนียม
– ตัวเครื่องทนน้ำถึงระดับความลึก2 เมตรภายในระยะเวลาสูงสุด30 นาที (IP68)
– หน้าจอแสดงผลแบบ Liquid Retina ขนาด 6.1 นิ้ว และมีกระจกหน้าจอที่แข็งแกร่งที่สุด
– ชิปเซ็ต Apple A13 Bionic
– หน่วยความจำภายในขนาด 64GB / 128GB / 512GB
– กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.2) พร้อมถ่ายวิดีโอ Slofie ได้
– กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual-Camera) ตัวแรกความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/1.8) ตัวที่สองแบบ Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.4) พร้อมกันสั่น OIS, รองรับโหมด Portrait สามารถ Detect ได้มากกว่าหน้ามนุษย์, มีกันสั่นการถ่ายวิดีโอ และมีโหมดถ่ายภาพกลางคืน
– ถ่ายวิดีโอได้ที่ 4K Ultra HD (60fps) และใช้เลนส์มุมมองกว้างได้
– รองรับระบบสแกนใบหน้า (Face ID)
– รองรับ WiFi 6พร้อมรองรับซิมคู่ (Nano-SIM และ eSIM)
– ลำโพงคู่ พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos
– แบตเตอรี่ใช้ได้นานกว่ารุ่นเดิม 1 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับ iPhone XR
– มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ ม่วง, เขียวอ่อน, เหลือง, ขาว, ดำ และแดง

สเปกเครื่อง ของ iPhone 11 Pro

– ดีไซน์แบบกระจกผิวด้านและสแตนเลสสตีล
– ตัวเครื่องทนน้ำถึงระดับความลึก4 เมตรภายในระยะเวลาสูงสุด30 นาที (IP68)
– หน้าจอแสดงผลแบบ OLED Super Retina XDR ความละเอียด 2436×1125 พิกเซล ขนาด 5.8 นิ้ว มีอัตราส่วนคอนทราสต์2,000,000:1 และมีกระจกหน้าจอที่แข็งแกร่งที่สุด
– ชิปเซ็ต Apple A13 Bionic
– หน่วยความจำภายในขนาด 64GB / 256GB / 512GB
– กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.2) พร้อมถ่ายวิดีโอ Slofie ได้
– กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบ 3 เลนส์ (Triple-Camera) โดยกล้องตัวแรกความละเอียดแบบ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.0) ตัวที่สองแบบ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/1.8) ตัวที่สามแบบ Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.4) พร้อมกันสั่น OIS, รองรับโหมด Portrait สามารถ Detect ได้มากกว่าหน้ามนุษย์, มีกันสั่นการถ่ายวิดีโอ และมีโหมดถ่ายภาพกลางคืน
– ถ่ายวิดีโอได้ที่ 4K Ultra HD (60fps) และใช้เลนส์มุมมองกว้างได้
– รองรับระบบสแกนใบหน้า (Face ID)
– รองรับ WiFi 6 พร้อมรองรับซิมคู่ (Nano-SIM และ eSIM)
– ลำโพงคู่ พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos
– แบตเตอรี่ใช้ได้นานกว่ารุ่นเดิม 4 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับ iPhone XSพร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบ 18W และรองรับการชาร์จไร้สาย
– มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ เงิน, เขียว, เทา และทอง

 

สเปกเครื่อง ของ iPhone 11 Pro Max

– ดีไซน์แบบกระจกผิวด้านและสแตนเลสสตีล
– ตัวเครื่องทนน้ำถึงระดับความลึก4 เมตรภายในระยะเวลาสูงสุด30 นาที (IP68)
– หน้าจอแสดงผลแบบ OLED Super Retina XDR ความละเอียด 2688×1242 พิกเซล ขนาด 6.5 นิ้ว มีอัตราส่วนคอนทราสต์2,000,000:1 และมีกระจกหน้าจอที่แข็งแกร่งที่สุด
– ชิปเซ็ต Apple A13
– หน่วยความจำภายในขนาด 64GB / 256GB / 512GB
– กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.2) พร้อมถ่ายวิดีโอ Slofie ได้
– กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบ 3 เลนส์ (Triple-Camera) โดยกล้องตัวแรกความละเอียดแบบ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.0) ตัวที่สองแบบ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/1.8) ตัวที่สามแบบ Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.4) พร้อมกันสั่น OIS, รองรับโหมด Portrait สามารถ Detect ได้มากกว่าหน้ามนุษย์, มีกันสั่นการถ่ายวิดีโอ และมีโหมดถ่ายภาพกลางคืน
– ถ่ายวิดีโอได้ที่ 4K Ultra HD (60fps) และใช้เลนส์มุมมองกว้างได้
– รองรับระบบสแกนใบหน้า (Face ID)
– รองรับ WiFi 6 พร้อมรองรับซิมคู่ (Nano-SIM และ eSIM)
– ลำโพงคู่ พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos
– แบตเตอรี่ใช้ได้นานกว่ารุ่นเดิม 5 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับ iPhone XS Max พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบ 18Wและรองรับการชาร์จไร้สาย
– มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ เงิน, เขียว, เทา และทอง

 

 ชิปเซ็ตใหม่ Apple A13 Bionic

นอกจากนี้ iPhone 11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max สามารถรับการเชื่อมต่อ WiFi 6 ได้ นั่นหมายความว่า จะรองรับอินเทอร์เน็ตได้สูงสุดถึง 10Gbps เลยทีเดียว อีกทั้งตัวเครื่องยังเป็นกระจกที่มีความแข็งแกร่งมาดยิ่งขึ้นกว่าเดิม และสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 4 เมตร นาน 30 นาที อีกด้วย แต่เฉพาะ iPhone 11 ที่กันน้ำลึกได้เพียง 2 เมตร ตามมาตรฐาน IP68 ทั้ง 3 รุ่น   iPhone 11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max ยังได้รับการอัปเกรดในเรื่องของระบบสแกนใบหน้าที่ทำงานได้ขึ้นกว่าเดิมถึง 30% อีกทั้งยังรองรับการใช้งานได้ 2 ซิมการ์ด ทั้ง 3 รุ่น คือแบบ nanoSIM กับ eSIM

นอกจากนี้ แบตเตอรี่ของทั้ง 3 รุ่น ยังมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเช่นกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • แบตเตอรี่ใช้ได้นานกว่ารุ่นเดิม 1 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับ iPhone XR พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบ 18W และรองรับการชาร์จไร้สาย
  • แบตเตอรี่ใช้ได้นานกว่ารุ่นเดิม 4 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับ iPhone XS พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบ 18W และรองรับการชาร์จไร้สาย
  • แบตเตอรี่ใช้ได้นานกว่ารุ่นเดิม 5 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับ iPhone XS Max พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบ 18W และรองรับการชาร์จไร้สาย

อีกหนึ่งความพิเศษคือ iPhone 11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max ยังรองรับการชาร์จเร็วแบบ 18W พร้อมกับแถมชุดอุปกรณ์ที่รองรับการภายในแพ็กเกจอีกด้วย ยกเว้น iPhone 11 ที่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม

ราคาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max

  • iPhone 11 รุ่น 64GB ราคา 24,900 บาท
  • iPhone 11 Pro รุ่น 64GB ราคา 35,900 บาท
  • iPhone 11 Pro Max รุ่น 64GB ราคา 39,900 บาท